วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ผี ความเชื่อ ศรัทธา ความกลัว แห่งล้านนา....ผีเสื้อวัด

“… ตี่นั้นพระยายมภิบาล ก็ยกมือสานก้มเหล้า ไหว้มหาเถรเจ้าเต๊พปะมาลัย  แล้วจ๋ากำไปโอกาสว่าข้าแด่พระต๋นองค์อาจศิลศรี ขอสั่งกำดีเมือบอกแก่จาวเมืองนอกจมปู ว่าหื้อปากั๋นมีศีลจูอย่าได้ขาด  อย่างได้ประมาทตางตานอย่างได้มีใจหาญบาปเศร้า  อย่าได้ด่าสังฆเจ้าและจีพราหมณ์  หื้อได้ปฏิบัติต๋ามไปไจ้ๆ อย่าได้ตัดไม้สะหรีมหาโพธิ์  อย่าม้างแก้วโกฏิและเจดีย์  กั๋นว่าต๋ายหนีจากเมืองคนหื้อได้เอาต๋นไปเกิดในห้องฟ้าเลิศเมืองสวรรค์  อย่าหื้อได้ผันมาสู่ยังที่อยู่อเวจี๋  ขอพระต๋นบุญมีต่านเจ้า  เอากำนี้เล่าเมือบอกแก่จาวเมืองนอกจมปู  แด่เต๊อะ
            ถึงแม้ว่าโลกจะก้าวเขาสู่สมัยวิทยาศาสตร์ แต่สังคมชนบทโดยเฉพาะสังคมล้านนาไทย  มิได้ก่อตัวก่อตั้งและพัฒนาขึ้นมาและสภาพแวดล้อมเช่นนั้น  โลกของชาวล้านนาภาคเหนือคล้ายกับมีสองโลกซ้อนกันอยู่  คือโลกแห่งความเป็นจริงของตนเอง  และโลกที่นอกเหนือจากที่คนเราจะควบคุมได้ มีความเชื่อแต่ไหนแต่ไรมาแล้วว่า ชาวชนบทไม่มีความเชื่อที่ว่า  สิ่งที่มองเห็นได้  สัมผัสได้  และพิสูจน์ได้เท่านั้น คือสิ่งที่เป็นจริง  มีศัพท์จำนวนไม่น้อยที่ใช้ในหมู่บ้านที่สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านมี สิ่งอื่น อย่างอื่น ที่เขามองไม่เห็น ควบคุมไม่ได้ อธิบายไม่ได้เป็นต้น อยู่ร่วมโลกกับเขา  เช่นคำว่า  ปู่แถน  ย่าแถน  ,  พ่อเกิด  แม่เกิด  ,  ผีเสื้อบ้าน  ผีเสื้อวัด  ผีปู่ย่า  ท้าวตั้งสี่  ขึด  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านมีความเชื่อว่ามันมีความสัมพันธ์ระหว่างโลกแห่งความเป็นจริง คือไร่นา บ้านเรือน ผู้คน หมู่บ้าน วัด        ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ กับอีกโลกหนึ่ง คือฟ้า  ภุเขา  ลำน้ำ  แผ่นดิน ต้นไม้ ฯลฯ  เป็นต้น เช่นชาวบ้านเชื่อว่าแถนครองเมืองฟ้า  และเป็นผู้ส่งมนุษย์มาเกิด  แถนครองความเป็นใหญ่เหนือโลกของผีทั้งหมด  รวมทั้งมีความเหนือโลกทั้งหมด รวมทั้งโลกมนุษย์ด้วย ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็น เมืองลุ่ม หรือเมืองคน”  ผีในความเชื่อของชาวบ้าน  ไม่ได้เป็นเพียงวิญญาณ  ซึ่งเป็นความเชื่อแบบพุทธ ที่เชื่อว่าวิญญาณจะต้องมาจากร่างใดร่างหนึ่งในอดีตเท่านั้น  แต่ผีในความหมายจองชาวบ้านยังรวมไปถึงผีแห่งบรรพบุรุษของตน  รวมทั้งผีที่อยู่ในตำแหน่งแห่งที่ต่างๆ  เช่นภูเขา  ลำน้ำ  ต้นไม้ เป็นต้น  รวมมทั้งมีภาระหน้าที่และอำนาจแน่นอนที่จะให้คุณให้โทษกับคนเราซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่มากับตำแหน่งแห่งที่นั้นๆ  มานานแล้ว  ณ กาลเวลาจุดใดจุดหนึ่ง  และจะยังคงอยู่ต่อไปไม่รู้จักสิ้นสุด  “ภาวะที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้  เป็นปรัญญาชนิดหนึ่งของชาวบ้านตามคติพุทธแบบชาวบ้านวิญญาณอาจสิ้นสุดด้วยการเกิดใหม่  หรือไม่เกิดอีกเลยแต่คตอความเชื่อของชาวบ้านเชื่อว่าแม้ผู้ล่วงลับจะไปเกิดใหม่ในภพใหม่แล้ว  แต่อีกส่วนหนึ่งของเขาจะยังคงอยู่กับชาวบ้านและหมู่บ้านสืบต่อไปชาวบ้านยังมีความเชื่อว่ามีผีแห่งขุนเขา  มีผีเสื้อวัดที่คอยรักษาวัดวาอาราม  มีผีเสื้อบ้าน  ที่คอยรักษาหมู่บ้าน  มีผีต้นไม้  ที่ปกป้องรักษาต้นไม้ผีเหล่านี้จมีความสัมพันธ์กันในเงื่อนไขที่แน่นอนและจะแสดงอำนาจต่างกรรมต่างวาระ ถ้าจัดความสัมพันธ์กับโลกของผีให้ดี  ไม่ผิดผี  ผิดจารีตประเพณี  หรือทำให้ผีมีความพึงพอใจ  หมู่บ้านจะได้รับความคุ้มครอง  มีความปลอดภัย  หากว่าผิดต่อผีจะเกิดสิ่งไม่ดี หรือความชั่วร้ายศาสนาพุทธเข้ามาทีหลังได้นำมาผสมกับความเชื่อดั่งเดิมนี้อย่าง กลมกลืน  อำนาจของผีและพุทธอำนาจ  จึงมีอยู่คู่กันมา ตามกาละเทศะที่ชาวบ้านเองจะเป็นผู้ตีความหมาย
ผีอีกประเภทจัดเข้าเป็นเทวดาชั้นที่หนึ่งมีกายเป็นยักษ์และมีหน้าที่เฝ้าวัด เฝ้าอยู่นับพันปีทิพย์ทีเดียว ไปไหนมาไหนนอกเขตวัดไม่ได้ ต้องเป็นเหมือนยามตลอดเวลาห้ามเที่ยวไปไหน ทำให้เมื่อเวลาผ่านไปสักร้อยปีมนุษย์พวกเขาก็เริ่มเบื่อหน่ายภาระหน้าที่นี้และเริ่มมองหาคนมาแทนที่ โดยมักจะเป็น "สมภาร" หรือ เจ้าอาวาสวัดที่ยึดมั่นถือมั่นวัดนั้นนั่นเอง พระพุทธเจ้าสอนพระสาวกเสมอว่าไม่ให้สร้างที่อยู่ใหญ่โตและถาวรมากไป ให้สร้างแค่พออยู่ไปสักชั่วชีวิต พอตายก็พังไปด้วยกัน ท่านเมตตาถึงขนาดแนะนำให้เลือกอยู่ป้าช้า, ป่าเปลี่ยว, บ้านร้าง เป็นต้น เพราะท่านทราบดีว่าที่เหล่านี้เป็นเครื่องผูกมักจิต ทำให้เมื่อตายลงไม่ได้ไปดี แม้สวรรค์ยังไม่ได้ ต้องเฝ้าวัดเป็น "ผีเสื้อวัด" ในที่สุด พระมากมายตายลงต้องต่อคิวเป็นผีเสื้อวัด โดยเฉพาะเจ้าอาวาสที่ยึดวัดมากๆ เคร่งดุและหวงคนมากๆ มักต้องเป็น "ผีเฝ้าวัด" มากมาย ในบางจังหวัด เจ้าอาวาสเก่งกาจมีฤทธิ์มาก เมื่อตายลง จิตไม่ไปยังที่ควรจะไป สุดท้ายต้องกลายเป็นผีเสื้อวัด
             ผีเสื้อวัด เป็นผีที่ดูแลรักษาวัด บางแห่งเรียก เทวดาวัด ในแต่ละวัดจะมีหอศาลตั้งอยู่ บางแห่งตั้งอยู่ในวัด บางแห่งตั้งอยู่นอกวัด ถ้าตั้งอยู่นอกวัด สถานที่นั้นจะเป็นที่ธรณีสงฆ์ หรือเป็นที่สาธารณะ แต่ละวัดจะมีชาวบ้านอย่างน้อย ๑ คน เป็นผู้เอาใจใส่ดูแลหอศาล มีหน้าที่จัดแจกันดอกไม้ประดับศาล เติมน้ำในคนโทให้เต็มอยู่เสมอ และปัดกวาดทำความสะอาด ถ้าวัดมีงาน ผู้ดูแลหอศาลจะเป็นคนนำพานข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนไปบอกกล่าวให้ผีเสื้อวัดได้รับรู้ เพื่อขอให้ช่วยดูแลงานให้เรียบร้อย ไม่ให้เกิดเรื่องร้าย หรืออย่าให้มีอุปสรรคใดๆ ระหว่างที่วัดมีงาน เช่น งานปอยหลวง (งานฉลอง) จะกี่วันก็ตาม ผู้ดูแลจะเป็นผู้จัดสำรับอาหารคาวหวานจากวัดไปถวายโดยตั้งไว้บนหอศาลทุกวัน ช่วงพรรษา เมื่อถึงวันพระ ศรัทธาชาวบ้านจะนำข้าวและอาหารมาทำบุญตักบาตรที่วัด ทางวัดจะตั้งภาชนะเพื่อใส่ข้าว อาหาร และขนมสำหรับถวายผีเสื้อวัดไว้ ๑ ชุด หลังจากที่ชาวบ้านใส่ข้าวและอาหารพระพุทธ พระสงฆ์แล้ว จะกันส่วนหนึ่งไว้เพื่อใส่ในภาชนะของผีเสื้อวัด เมื่อยกไปถวายพระพุทธ พระสงฆ์แล้ว ผู้ดูแลหอศาลจะเอาข้าวและอาหารไปถวายผีเสื้อวัด และจะทำทุกวันพระ หรือเมื่อมีงานในวัด


วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


เคยบ้างไหมที่รู้สึกว่าไฟมอด.....หมดแรงจูงใจในการทำงาน?


เคยสังเกตตัวเราเองหรือคนอื่นหรือเปล่าว่า เมื่อเราเริ่มเข้ามาทำงานใหม่ไม่ว่าจะเป็นห้างร้าน โรงงาน บริษัท หน่วยงาน หรือองค์กรทั้งภาครัฐ หรือเอกชน ใหม่ๆ ทุกคนจะมีไฟในการทำงานอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อยากเรียนรู้ว่างานแต่ละงานนั้นเป็นอย่างไร อยากรู้จักกับคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานซึ่งทำให้เกิดไฟในการทำงานเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเราทำงานไปซักพัก ความกระตือรือร้นในการทำงานจะเริ่มลดลง เนื่องจากได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองหมดแล้ว เช่น รู้ว่าตัวเองมีหน้าที่รับผิดชอบอย่างไร เวลาไหนต้องทำงานอะไรบ้าง มีเพื่อน มีคนรัก มีสังคม มีกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น ทำงานหนัก หักโหม ล่วงเวลา โดนใช้งานในส่วนที่ไม่ใช้งานหลักของตนเอง ไม่มีความท้าทาย งานที่ทำแต่แบบเดิมๆ งานที่ทำดูเหมือนไม่มีความก้าวหน้าในตำแหน่งงานที่ทำ เงินเดือนน้อย จะขึ้นก็ขึ้นน้อย เครื่องมืออุปกรณ์ไม่เพียงพอ ลูกน้อง ผู้ร่วมงาน เจ้านาย หัวหน้างาน มีปัญหา ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของตนเอง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความรู้สึกที่ดีต่องาน เริ่มลดลง จนคิดแต่ว่า ทำงานประจำให้เสร็จไปวันๆ หรือให้ผ่านๆไปซึ่งความรู้สึกอย่างที่กล่าวมาแสดงว่าเริ่มหมดไฟในการทำงานแล้ว

****แรงจูงใจในการทำงาน****
การทำงาน คือ โอกาสในการนำสิ่งที่มีอยุ่ในตัวออกมาใช้ เราไม่ควรทำงานเพียงเพราะแสวงหาความอยู่รอด เพราะการมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อทำมาหากินอย่างเดียวจะต่างอะไรกับสิงสาราสัตว์ที่และเล็มหญ้าไปวันๆ จนกว่าจะตาย มนุษย์เราควรมีอะไรมากกว่านั้นเราควรทำงานเพราะเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ การเห็นคุณค่าส่งผลให้ทุ่มเทจิตใจให้กับสิ่งนั้นและทำอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเกิดมาชีวิตหนึ่งเราควรทำสิ่งที่เรารัก ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่า วัดไม่ได้ด้วยตำแหน่งหน้าที่หรือชื่อเสียงเงินตรา แต่วัดด้วยประโยชน์ที่มีต่อสังคม ประเทศชาติ และมนุษยชาติชีวิตจะ ไร้สาระ หรือ มีสาระ นั้นสะท้อนจากงานที่เราทำ การทำงานทุกชิ้น ต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งการทำดีที่สุดนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นที่หนึ่งเสมอไปครับ เพียงแต่หมายถึงการทำหน้าที่ให้ดีที่สุดทุกครั้งไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในการทำงานคือ มนุษย์ อ่านไม่ผิดหรอกครับ มนุษย์เรานี่แหล่ะ และอุปกรณ์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการทำงานนั่นก็คือ ความรู้ในสมองของเรานั้นเอง
การสร้างแรงจูงใจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณกำลังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ คุณเริ่มรู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย แต่แทนที่จะหาทางเอาชนะมัน ก็กลับถอดใจ อยากหลบออกจากสถานการณ์ตรงนั้น ด้วยการหนีไปนอน หรือหาของกินเล่นไปนั่งหน้าจอทีวีแทน นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ได้ผล  ในความเป็นจริง การนั่งๆนอนๆไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย ยิ่งไม่ได้ทำอะไร กลับจะทำให้รู้สึกแย่มากกว่าเก่าเสียอีก แถมอาจทำให้คุณอ้วนขึ้นก็เป็นได้ ฉะนั้น เราจะสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเองได้อย่างไร เมื่อตกอยู่ในสภาวะที่หมดอาลัยตายอยาก สิ่งสำคัญคือคุณต้องควบคุมอารมณ์ความรู้สึกให้ได้ ไม่ปล่อยให้มันบงการชีวิตคุณจะเห็นได้ว่าการจูงใจให้เกิดพฤติกรรมในคนเรานั้นไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน   เพราะพฤติกรรมของมนุษย์มีความซับซ้อน  แรงจูงใจอย่างเดียวกันอาจทำให้เกิดพฤติกรรมต่างกัน  แรงจูงใจต่างกันอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเหมือนกัน  พฤติกรรมอย่างหนึ่งอาจเกิดจากแรงจูงใจหลายอย่าง  และในบุคคลต่างสังคมก็มักมีแรงจูงใจต่างกัน สรุปพอสังเขปดังนี้
          1.  ความต้องการ  (need)  เป็นสภาพที่บุคคลขาดสมดุล  เกิดแรงผลักดันให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อสร้างสมดุลให้ตัวเอง  เช่น  คนที่รู้สึกเหนื่อยล้าจะแสดงพฤติกรรมด้วยการนอน  หรือนั่งพัก  หรือเปลี่ยนบรรยากาศเปลี่ยนอิริยาบถ  ดูหนังฟังเพลง  ฯลฯ  คนที่ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว  จะมีความต้องการความรักความสนใจจากผู้อื่น  เป็นแรงผลักดันให้คน ๆ นั้น  กระทำการบางอย่างเพื่อให้ได้รับความรักความสนใจ  เช่น  ส่งเสียงดัง ร้องไห้  ฯลฯ    ความต้องการมีอิทธิพลมากต่อพฤติกรรม  กล่าวได้ว่าสิ่งที่กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อบรรลุจุดหมายปลายทางที่ต้องการนั้น  ส่วนใหญ่เกิดเนื่องมาจากความต้องการของบุคคล  ความต้องการในคนเรามีหลายประเภท  นักจิตวิทยาได้อธิบายเรื่องความต้องการพื้นฐานของมนุษย์และได้จำแนกเป็น 2 ประเภท  ดังนี้
         ความต้องการทางกาย  (physical  needs)  เป็นความต้องการที่เกิดจากธรรมชาติของร่างกายเช่น  ต้องการกินอาหาร  หายใจ  ขับถ่ายของเสีย  การเคลื่อนไหว  พักผ่อน  และต้องการทางเพศ  ความต้องการทางกายทำให้เกิดแรงจูงใจให้บุคคลกระทำการเพื่อสนองความต้องการดังกล่าว  เรียกแรงจูงใจที่เกิดจากนี้ว่าแรงจูงใจทางชีวภาพ  หรือทางสรีระ  (biological  motives)             
    ความต้องการทางสังคมหรือความต้องการทางจิตใจ  (social  or  psychological  needs)เป็นความต้องการที่เกิดจากการเรียนรู้ทางสังคม  เช่น  ต้องการความรัก  ความมั่นคง  ความปลอดภัย  การเป็นที่ยอมรับในสังคม  ต้องการอิสรภาพ  ความสำเร็จในชีวิต  และตำแหน่งทางสังคม  ความต้องการทางสังคมหรือทางจิตใจดังกล่าวนี้  เป็นเหตุให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางได้  เพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการดังกล่าวคือ  ทำให้เกิดแรงจูงใจที่เรียกว่า  แรงจูงใจทางสังคม  (social  motives)
          2.  สิ่งล่อใจ  (incentives)  เป็นสิ่งชักนำบุคคลให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง  ไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้จัดเป็นแรงจูงใจภายนอก  เช่น  การชักจูงให้คนงานมาทำงานอย่างสม่ำเสมอ  โดยยกย่องพนักงานที่ไม่ขาดงานให้เป็นที่ปรากฏ  การประกาศเกียรติคุณ  หรือการจัดสรรรางวัลในการคัดเลือกพนักงานหรือบุคคลดีเด่นประจำปี  การจัดทำเนียบ  "Top Ten"  หรือสิบสาขาดีเด่นขององค์การ  การมอบโล่รางวัลแก่ฝ่ายงานที่มีผลงานยอดเยี่ยมในรอบปี  ฯลฯ  ตัวอย่างที่ยกมาเหล่านี้  จัดเป็นการใช้สิ่งล่อใจมาสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้เกิดแก่พนักงานขององค์การทั้งสิ้น  ซึ่งจะเห็นได้ว่าสิ่งล่อใจนั้น  อาจเป็นวัตถุ  เป็นสัญลักษณ์หรือเป็นคำพูดที่ทำให้บุคคลพึงพอใจ
           3.  การตื่นตัว  (arousal)  เป็นภาวะที่บุคคลพร้อมที่จะแสดงพฤติกรรม  สมองพร้อมที่จะคิด  กล้ามเนื้อพร้อมที่จะเคลื่อนไหว  นักกีฬาที่อุ่นเครื่องเสร็จพร้อมที่จะแข่งขันหรือเล่นกีฬา  พนักงานต้อนรับที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้า  ฯลฯ  ลักษณะดังกล่าวนี้เปรียบเหมือนเครื่องยนต์ที่ติดเครื่องพร้อมจะทำงาน  บุคลากรในองค์การถ้ามีการตื่นตัวในการทำงาน  ย่อมส่งผลให้ทำงานได้ดีขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม  จากการศึกษา  ธรรมชาติพฤติกรรมของมนุษย์พบว่า  การตื่นตัวมี 3 ระดับ  คือ  การตื่นตัวระดับสูง  การตื่นตัวระดับกลาง  และการตื่นตัวระดับต่ำ  ระดับที่นักจิตวิทยาค้นพบว่าดีที่สุด  ได้แก่  การตื่นตัวระดับกลาง  ถ้าเป็นการตื่นตัวระดับสูงจะตื่นตัวมากไปจนกลายเป็นตื่นตกใจ  หรือตื่นเต้น  ขาดสมาธิในการทำงาน  ถ้าตื่นตัวระดับต่ำก็มักทำงานเฉื่อยชา  ผลงานเสร็จช้า  และจากการศึกษาพบว่า  ปัจจัยที่ทำให้บุคคลตื่นตัว  มีทั้งสิ่งเร้าภายนอกและสิ่งเร้าภายในตัว  ได้แก่  ลักษณะส่วนตัวของบุคคลแต่ละคนที่มีต่าง ๆ กัน  ทั้งในส่วนที่เป็นบุคลิกภาพ  ลักษณะนิสัยและระบบสรีระภายในของผู้นั้น
 
4.  การคาดหวัง  (expectancy)  เป็นการตั้งความปรารถนาหรือการพยากรณ์ล่วงหน้าของบุคคลในสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป  ตัวอย่างเช่น  การที่คนงานคาดหวังว่าพวกเขาจะได้รับโบนัสประจำปีสัก 4 - 5 เท่าของเงินเดือนการคาดหวังดังกล่าวนี้  ส่งผลให้พนักงานดังกล่าวกระปรี้กระเปร่า  มีชีวิตชีวา  ซึ่งบางคนอาจจะสมหวังและมีอีกหลายคนที่ผิดหวัง  ในชีวิตจริงของคนเราโดยทั่วไป  สิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นมักไม่ตรงกันเสมอไป  ช่วงห่างระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง  ถ้าห่างกันมากก็อาจทำให้คนงานคับข้องใจ  และเกิดปัญหาขัดแย้งอื่น ๆ ตามมา  เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารงานจึงควรระมัดระวังในเรื่องดังกล่าว  ที่จะต้องมีการสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในกันและกัน  การสร้างความหวังหรือการปล่อยให้พนักงานคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ โดยที่สภาพความเป็นจริงทำไม่ได้  อาจจะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากที่คาดไม่ถึงในเวลาต่อไป  ดังตัวอย่างที่เห็นได้จากการที่กลุ่มคนงานของบริษัทใหญ่บางแห่งรวมตัวกันต่อต้านผู้บริหารและเผาโรงงาน  เนื่องมาจากไม่พอใจที่ไม่ได้โบนัสประจำปีตามที่คาดหวังไว้ว่าควรจะได้
> > >  แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงาน  < < <การสร้างแรงจูงใจสามารถทำได้หลายแนวทาง  ในที่นี้จะขอกล่าวแนวทางที่สอดคล้องกับสาเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น  ดังนี้
          1.  การสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้สอดคล้องกับเรื่องของความต้องการ  ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า  ความต้องการของคนเรานั้นมีหลายลำดับขั้นตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์  ในแต่ละขั้นก็จะมีสิ่งจูงใจที่แตกต่างกัน  เช่น 
 
ลำดับขั้นความต้องการ    

สิ่งที่ต้องการ
สิ่งจูงใจ
1. ความต้องการทางกาย         
อาหาร น้ำ การพักผ่อน อากาศ
เพศ  การขับถ่าย 
ค่าตอบแทน  ค่าจ้าง  เงินเดือน
วันหยุด  เวลาพัก  สวัสดิการ
2.ความต้องการความปลอดภัยการคุ้มครอง
ความปลอดภัย  ความมั่นคง เงื่อนไขของหน่วยงานในการรักษาความปลอดภัย การประกันภัย การประกันชีวิต     
เงินสงเคราะห์ ความมั่นคงของ งาน
3.ความต้องการความเป็นเจ้าของ  และความรัก
กลุ่ม พวกพ้อง ครอบครัวมีส่วนในสังคม ความรัก การเอาใจใส่             
สัมพันธภาพที่ดีใน  หน่วยงานการทำงานเป็นทีม  ไมตรีจิตของผู้ร่วมงาน
4.ความต้องการการยอมรับ        
สถานะในสังคม  การยกย่องชมเชย   ผลสัมฤทธิ์ในงาน  โล่รางวัล คำชมเชย  การได้เป็นพนักงานดีเด่น
ตำแหน่งงาน  การยอมรับจากสังคม
5.ความต้องการ ความสำเร็จและ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน                              
ความสามารถ  ทักษะ ประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์                                    
กิจกรรมฝึกอบรม งานที่ท้าทาย  งานที่ตัดสินใจเองได้ งานที่รับผิดชอบเอง  
6.ความต้องการทางสุนทรียะ    
ความละเอียดอ่อนในจิตใจ ความงาม     ความดี ความสุขทางใจ                             
งานที่นำไปสู่สิ่งสร้างสรรค์และพัฒนาทางสังคม
7. ความต้องการ ความสำเร็จ  และความสมบูรณ์แบบในชีวิต  
สัมฤทธิ์ผลในงาน ความภาคภูมิใจในตนเอง คุณธรรมค่านิยมส่วนตน
งานเพื่องาน  งานเพื่อ  ความดีในตัวของมันเอง

                                2.  การสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้สอดคล้องกับเรื่องของสิ่งล่อใจ  จากความรู้ในสิ่งล่อใจที่ว่าสิ่งล่อใจเป็นแรงจูงใจภายนอก  ซึ่งอาจจะเป็นวัตถุ  สัญลักษณ์  คำพูด  ท่าทีของผู้แวดล้อมที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจในบุคคล  ใช้เป็นการจูงใจในการทำงานได้  ดังนั้น  ผู้จัดการหรือเจ้าขององค์การจึงควรพยายามทำความเข้าใจพนักงาน  แล้วใช้สิ่งที่เขาพอใจมาเป็นสิ่งล่อใจให้เกิดพฤิตกรรมตามต้องการอาจจะเป็นรางวัล  สิ่งของ  คำชม  เกียรติ  โล่สัญลักษณ์  การจัดให้มีการประกวดชิงรางวัลหรือชิงความเป็นหนึ่งในงานบางงาน  หรือแม้แต่การตั้งสัดส่วนโบนัสประจำปีตามอัตรายอดขายหรือปริมาณงานก็จัดว่ามีส่วนช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้แก่พนักงานได้  ข้อควรระวังคือการเลือกสิ่งที่จะนำมาเป็นเครื่องล่อซึ่งจะต้องเลือกในสิ่งที่พนักงานพอใจหรืออยากได้
3.  การสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้สอดคล้องกับเรื่องของการตื่นตัว  ที่ว่าการตื่นตัวในระดับที่พอดีมีผลต่อการเกิดพฤติกรรมอย่างมีเป้าหมายที่ดีกว่าระดับอื่น  ดังนั้น  ในองค์การจึงควรจัดบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการตื่นตัวในการทำงานของพนักงานในระดับที่พอดี  ไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานวิธีการเพื่อให้พนักงานหรือผู้ปฏิบัติงานในภาวะตื่นตัว  เช่น  อาจจะเป็นการจัดสภาพแวดล้อม  แสง เสียง  หรือการให้พนักงานมุ่งแก้ปัญหา  หรือแสวงหาช่องทางปฏิบัติงานที่เหมาะสมด้วยตนเอง  ให้รับผิดชอบงานเป็นส่วน ๆ  และมีอำนาจตัดสินใจในงานนั้น  จะดีกว่าการทำงานตามที่ได้รับคำสั่ง  ซึ่งจะพบในหน่วยงานหลายแห่งที่หัวหน้าไม่เคยปล่อยให้ลูกน้องได้คิดและได้ทำด้วยตนเอง  คอยรับงานและฟังคำสั่งที่หัวหน้าจะสั่งงานมาให้เท่านั้น  เมื่อทำเสร็จแล้วก็นำผลงานไปมอบให้และรับงานใหม่มาทำงานตามที่สั่งอีกวิธีนี้ถ้าลูกน้องเป็นคนเก่งและมีประสิทธิภาพจะเกิดความเบื่อหน่าย  ทำให้ขาดแรงจูงใจในการทำงาน
          4.  การสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้สอดคล้องกับเรื่องของการคาดหวัง  ที่ว่าการตั้งระดับความคาดหวังที่เป็นไปได้  พอดีและเหมาะสมสำหรับตนเอง  ซึ่งมักจะคาดหวังตามค่านิยมของตนจะเป็นสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งท้าทายให้มีชีวิตชีวา  และมานะพยายามให้บรรลุเป้าหมายให้ได้  ดังนั้น  ผู้จัดการองค์การจึงควรสื่อสารสร้างความเข้าใจทีดีให้เกิดแก่พนักงาน  เพื่อให้ความคาดหวังนั้น ๆ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เพื่อจะไม่เกิดความท้อแท้คับข้องใจ  ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งองค์การและตนเอง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ถ้าใช้วิธีหลอกลวงให้พนักงานตั้งความหวังลม ๆ แล้ง ๆ  โดยเป็นจริงไม่ได้จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีอย่างแน่นอนบางทีถึงขั้นทำลายองค์การให้เสียหาย  หรืออาจเกิดปัญหาแก้แค้นในรูปแบบต่าง ๆ

****การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน****
การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ประกอบขึ้นจากแรงกระตุ้น 2 ด้าน คือ แรงกระตุ้นจากภายใน และแรงกระตุ้นจากภายนอก เราจะใช้แรงกระตุ้นทั้ง 2 ด้านอย่างไร เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน
   แรงกระตุ้นภายใน Internal inspiration1. การตั้งเป้าหมายในการทำงานอย่างชัดเจน เพื่อกำหนดอนาคตและความก้าวหน้าในอาชีพการงาน
2. ความท้าทาย (Challenge) เป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้จะกลายเป็นความท้าทายที่ทำให้เราก้าวไปจนประสบความสำเร็จ แต่ที่สำคัญเป้าหมายจะต้องไม่ไกลเกินตัว เพราะจะกลายเป็นความเพ้อฝันไม่มีวันจบสิ้น
3. ความมั่นใจ (confident) เราต้องมั่นใจในตัวเอง มั่นใจในความสามารถ ความพยายาม ความพากเพียรและความอดทน ซึ่งจะนำมาสู่ความสำเร็จได้
4. คำมั่นสัญญา (Commitment) เราต้องมีคำมั่นสัญญากับตัวเราในการที่จะทำให้เป้าหมายที่วางเอาไว้ประสบความสำเร็จให้ได้ คำมั่นสัญญานี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เราสร้างวินัยในตัวเอง เพื่อความสำเร็จที่ตั้งเอาไว้อาจจะสรุปได้ว่า เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางเป้าหมายในการทำงานให้ชัดเจน มิใช่การทำงานแบบวันต่อวัน เพื่อสร้างแรงจูงใจที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
        แรงกระตุ้นภายนอก External inspiration
1. สถานที่ทำงาน บรรยากาศ สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย
2. เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ผู้บริหาร
3. กฎ กติกา ระเบียบ และการลงโทษ
4. การให้คำชมเชย หรือของรางวัลในความสำเร็จ
5. คำตำหนิ หรือการสอนสั่งต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เราประสบความสำเร็จ
6. สิทธิ ผลประโยชน์ รายได้ หรือสวัสดิการต่างๆ ที่พอเหมาะพอเพียง (การทำงานไม่จำเป็นที่เราต้องหวัง
ผลตอบแทนจนเกินตัว)แรงกระตุ้นจากภายนอกเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ให้เราพยายามมองให้มุมบวกให้มากที่สุด เพื่อที่จะทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข
        การสร้างแรงจูงใจหรือการเสริมสร้างพลังให้เกิดขึ้นในตัวเราไม่ใช้เรื่องยากหากเราทราบสาเหตุและที่มาของแรงจูงใจการทำงานทุกคนล้วนจะต้องพบเจอกับอุปสรรคนานัปการหากเรามีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงแล้วอุปสรรคที่พบเจอก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แนวทางการสร้างแรงจูงใจไม่ว่าจะเป็น การกระตุ้นจากภายในหรือภายนอก ตัวเราเป็นผู้กำหนดเอง ดังที่กล่าวมาข้างต้นคงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านบ้างและหวังว่าท่านจะมีความสุขกับการงาน 

People often say that motivation doesn’t last. Well, neither does bathing – that’s why we recommend it daily"

"คนชอบพูดกันว่าแรงจูงใจในการทำงานมันไม่เหลือ ก็แล้วทำไมเรายังอาบน้ำได้ทุกวันโดยไม่เห็นต้องมีแรงจูงใจ" 
ข้อมูลอ้างอิง
ยุทธนา   ไชยจูกุล.(2551).SuperMotivationการจูงใจที่เป็นเลิศ.กรุงเทพฯ:
                 สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงาน.ค้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2554   
                จากเว็บไซต์ htt://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=51.0ปรัชญาของการทำงาน/หลักการทำงาน ทัศนคติและปรัชญาข้อคิดการทำงาน.
                วันที่ 24 เมษายน 2554 จากเว็บไซต์ htt://www.workingthai.com